บทความวันนี้จะมาพูดถึงการนำข้อมูลไปประยุกต์ใช้กับการตลาดโรงแรม ที่นักการตลาดโรงแรม ควรจะศึกษาเอาไว้ สมัยนี้การทำการตลาดสามารถเข้าถึง และตอบโจทย์ของผู้บริโภคได้มากขึ้น ก็เพราะอาศัยข้อมูลหรือ Data กันทั้งนั้น แต่จะมีวิธีการอย่างไรในการนำข้อมูลต่างๆ มาประยุกต์ใช้ ลองไปอ่านบทความนี้กันครับ

บทความนี้จะขออ้างอิงถึง CPVAI Model จากเพจ การตลาดวันละตอน ซึ่งเจ้าของเพจ คุณ ณัฐพล ม่วงทำ เป็นนักการตลาดที่หลงใหลในแนวคิดการทำงานกับ Data เป็นอย่างมาก ซึ่งพี่สมาร์ทจะขอนำโมเดลนี้มาปรับใช้ในธุรกิจโรงแรมครับ

CPVAI Model

C = Collect  Data ที่เก็บมานั้นน่าเชื่อถือ และมีคุณภาพเพียงพอไหม

ขั้นตอนการเก็บข้อมูลถือเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญมากในการทำงานกับ Data สำหรับนักการตลาด เพราะถ้าเก็บมาไม่ดีหรือเก็บมาไม่ครบตั้งแต่แรก ปัญหาจะเกิดในขั้นตอนต่อไปทันที อาจจะถึงขั้นต้องเก็บข้อมูลมาใหม่ด้วยซ้ำ

สิ่งที่ควรวางแผนในการเก็บข้อมูลคือ

-ต้องการข้อมูลอะไร คุณจะต้องวางแผนก่อนว่าต้องการข้อมูลอะไรจากแขกบ้าง เช่น อายุ ภูมิลำเนา วิธีการเดินทางมาพัก ช่องทางที่รู้จักโรงแรม รูปแบบการเข้าพัก(มาคนเดียว, มาเป็นครอบครัว, มาเป็นคู่) จำนวนวันที่เข้าพัก ลูกค้าใหม่หรือลูกค้าเก่า ประทับใจอะไรในโรงแรมบ้าง ฯลฯ

-จะเก็บข้อมูลอย่างไร ขั้นต่อไปเป็นการวางแผนการเก็บข้อมูล เช่น การจัดทำแบบสอบถาม การให้กรอกรายละเอียดการเข้าพักหรือแม้แต่การให้พนักงานสอบถาม ก็เป็นอีกวิธีในการเก็บข้อมูล

-เก็บมาจากที่ไหน จากโรงแรมเอง จากช่องทางการจองออนไลน์ หรือจากระบบ OTA

-ข้อมูลที่เก็บมาเชื่อถือได้ไหม เช่น ข้อมูลอายุ ก็เก็บจากบัตรประชาชนแทนการสอบถามปากเปล่า จะน่าเชื่อถือกว่า

-เก็บมาได้อย่างครบถ้วนหรือเปล่า ลองไล่ดูจากที่ลิสต์ว่าต้องการข้อมูลอะไรบ้าง แล้วสามารถรวบรวมมาครบแล้วหรือยัง

P = Prep เมื่อได้ Data มาแล้วมีการเอามาทำให้พร้อมใช้ในขั้นถัดไปหรือยัง

Prep หมายถึง Data Preparation หรือการเตรียมข้อมูลให้พร้อม เพราะจากข้อแรกที่ได้มาจะเป็นข้อมูลดิบ (raw data) เพราะฉะนั้นจะต้องนำมาทำให้เป็นข้อมูลที่พร้อมใช้งาน เช่น การจัดหมวดหมู่ของข้อมูลที่ได้มา จำนวนคนที่เข้าเว็บไซต์ ยอดขายที่ได้จากช่องทางต่างๆ เป็นต้น

V = Visualization เป็นการทำ Data ให้กลายเป็นภาพ

Data Visualization หรือก็คือการเปลี่ยน Data ที่เป็นตัวเลขหรือตัวอักษรให้กลายเป็นภาพ และขั้นตอนการทำ Data Visualization นี้เองที่ทำให้พบว่า Data ที่ได้หามาในขั้นตอน Collect และ Prep มานั้นถูกต้อง และเพียงพอหรือไม่

การทำ Visualization จะช่วยให้เห็น Insight ที่คิดไม่ถึง เพราะการเห็นเป็นภาพ ย่อมประมวลผลได้ดีกว่าข้อมูลดิบแน่นอน เช่น การนำเสนอยอดจองแบบเป็นกราฟ เมื่อนำไปเทียบกับปีที่แล้ว จะทำให้รู้ว่าช่วงไหนยอดตก และช่วงไหนยอดขึ้นบ้าง เป็นต้น

A = Analyze เป็นการวิเคราะห์ Insight ที่ซ่อนอยู่ใน Data อีกที

ขั้นตอนนี้ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญเลยทีเดียว ถ้าหากมี Data แต่วิเคราะห์ออกมาไม่ได้ ก็ไม่ต่างอะไรกับไม่มี Data เมื่อทำ Visualization แล้วก็จะสามารถนำข้อมูลตรงนี้มาวิเคราะห์ได้ทันทีว่า ช่วงนั้นเกิดอะไรขึ้น หรือได้จัดโปรโมชั่นอะไรไป และได้ผลตอบรับกลับมาดีหรือไม่ดีอย่างไร เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้านั่นเอง ทั้งนี้ คุณจะต้องนำปัจจัยแวดล้อมต่างๆ มาวิเคราะห์ประกอบข้อมูลด้วย เช่น ช่วงนั้นเจอวิกฤต Covid-19 เป็นต้น

I = Idea จากทั้งหมดทั้งมวลมีการเอา Data มาต่อยอดอย่างไรบ้าง

เมื่อข้อมูลทั้งหมดผ่านการประมวลผลเหล่านั้นมาแล้ว สุดท้ายก็จะเป็นการนำไปปรับปรุงจุดอ่อนต่างๆ เช่น ปรับปรุงแผนการตลาด ปรับปรุงวิธีการทำงาน ปรับปรุงการบริการ หรือแม้แต่ปรับปรุงโรงแรมใหม่ ถ้าหากวิเคราะห์แล้วแต่ไม่สามารถนำไปต่อยอดเป็นไอเดียใหม่ๆ ได้ ก็ถือว่าข้อมูลที่เก็บมานั้นสูญเปล่า

ที่สำคัญ CPVAI Model จะไม่มีประโยชน์เลยหากคุณไม่เชื่อ Data ที่ได้มา หวังว่าจะช่วยให้นักการตลาดโรงแรมทุกคนได้นำไปปรับใช้กับโรงแรมของตัวเองกันได้นะครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก :

https://www.everydaymarketing.co/knowledge/cpvai-model-data-marketing-framework-by-everydaymarketing/

https://bzinsight.wordpress.com/2014/06/11/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3-data-preparation-%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%9E/

ไม่พลาดทุกข่าวสาร และบทความดีๆ จาก Smart Finder อัพเดทตรงถึงเมล์คุณ เพียงแค่กรอกอีเมล์ลงไปในช่องด้านล่างเท่านั้น

จัดทำโดย Smart Finder

Smart Finder a hotel software leader, modern innovative and best choice for your hotel.

Smart Finder ผู้นำด้านซอฟต์แวร์โรงแรมที่ทันสมัย และเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับโรงแรมของคุณ